เลือกภาษา

โปรแกรมคำนวณมิลลิวินาที (MS) เป็นความเร็ว BPM

แปลงค่าเวลา Millisecond ของเสียง Delay หรือความยาว Loop ตัวอย่างเสียงกลับเป็นจังหวะ BPM พร้อมค่า Half-time และ Double-time อัตโนมัติ

Mehmet Demiray (เมห์เมต เดมิเรย์) เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด
แชร์
แปลงเวลาดีเลย์กลับเป็นเทมโป หรือหาความเร็ว BPM ของลูปจากความยาว
เวลาดีเลย์ พรีดีเลย์ หรือความยาวโน้ตที่คุณวัดได้
จุดกำกับโน้ตประจุด และ T กำกับโน้ตสามพยางค์

เทมโปคือส่วนกลับของความยาวโน้ต: BPM = 60,000 ÷ ความยาวของโน้ตตัวดำในหน่วยมิลลิวินาที

สำหรับลูป เทมโปคำนวณจากจำนวนจังหวะ: ลูป 4 ห้องในอัตราจังหวะ 4/4 มี 16 จังหวะ ดังนั้นเทมโปคือ 16 × 60 ÷ ความยาวเป็นวินาที

ผลลัพธ์เช่น 119.98 มักหมายถึงลูปถูกเอ็กซ์พอร์ตที่ 120 BPM โดยมีช่วงเงียบสองสามมิลลิวินาทีที่ตอนท้าย ตัดส่วนเงียบออกแล้วตัวเลขจะลงตัวพอดี

Need the opposite?แปลง BPM เป็น MS

การแปลงระยะเวลาหน่วงกลับเป็นความเร็วเทมโปของเพลง

ในการทำเพลงและมิกซ์เสียง บ่อยครั้งที่โปรดิวเซอร์จำเป็นต้องหาค่าความเร็วเพลงจากเอฟเฟกต์ดีเลย์หรือการตั้งค่าเวลาในปลั๊กอิน เครื่องมือคำนวณ MS เป็น BPM ถูกออกแบบมาเพื่อคำนวณย้อนกลับจากค่ามิลลิวินาทีให้กลายเป็นค่าความเร็ว BPM ที่แท้จริงของเพลงนั้น โดยค่าเวลาหนึ่งค่าสามารถแปรผลเป็นความเร็วเพลงที่แตกต่างกันได้อย่างสิ้นเชิงขึ้นอยู่กับว่าเวลานั้นแทนค่าด้วยสัดส่วนตัวโน้ตใด

ตัวอย่างเช่น ค่าเวลาหน่วง 500 ms หากกำหนดให้เป็นโน้ตตัวดำหรือ 1/4 จะหมายถึงเพลงที่เล่นด้วยความเร็ว 120 BPM แต่ถ้าค่า 500 ms เดียวกันนี้ถูกกำหนดเป็นโน้ตประจุด เช่น เบ็ดเตล็ดหนึ่งชั้นประจุดหรือ 1/8. ความเร็วของเพลงจะกลายเป็น 180 BPM ทันที การระบุสัดส่วนตัวโน้ตจึงเป็นปัจจัยหลักในการคำนวณ

การคำนวณใช้สูตรคณิตศาสตร์ดังนี้

BPM=60000ms/f\text{BPM} = \frac{60000}{\text{ms} / f}

โดยที่ ff คือตัวคูณของสัดส่วนตัวโน้ตเมื่อเทียบกับโน้ตตัวดำ 1/4 เช่น โน้ตตัวขาว 1/2 มีค่า f=2f = 2 โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 1/8 มีค่า f=0.5f = 0.5 และโน้ตสามพยางค์หรือ Triplet มีการคิดสัดส่วนสองในสามของค่าปกติ เครื่องมือนี้จะช่วยถอดรหัสความเร็วเพลงจากการตั้งค่าฮาร์ดแวร์หรือพรีเซ็ตเสียงได้อย่างแม่นยำ

วิธีหาค่า BPM จากแซมเปิลและลูปเสียงที่ไม่ระบุความเร็ว

เมื่อดาวน์โหลดชุดเสียงแซมเปิลหรือตัดท่อนเสียงจากเพลงเก่ามาใช้งาน ปัญหาที่พบบ่อยคือไฟล์เสียงเหล่านั้นไม่มีการระบุค่า BPM การนำเสียงเข้าโปรแกรมตัดต่อเสียงโดยไม่ทราบความเร็วที่แน่นอนจะทำให้การจัดเรียงเข้าห้องเพลงเกิดความคลาดเคลื่อน โหมดลูปของเครื่องมือคำนวณ MS เป็น BPM ช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยใช้เพียงความยาวของไฟล์เสียงและจำนวนห้องเพลง

ขั้นตอนการหาค่าความเร็วของลูปเสียงทำได้ดังนี้

  1. นำไฟล์เสียงเข้าสู่โปรแกรมแล้วฟังเพื่อตัดหัวและท้ายให้ครบรอบห้องเพลงพอดี
  2. นับจำนวนห้องเพลงของท่อนเสียงนั้น เช่น 2 ห้อง หรือ 4 ห้อง
  3. ดูความยาวของไฟล์เสียงที่มีหน่วยเป็นวินาที
  4. ป้อนค่าความยาว จำนวนห้อง และจำนวนจังหวะต่อห้องลงในเครื่องมือ

สูตรการคำนวณความเร็วจากลูปเสียงคือ

BPM=bars×beats per bar×60seconds\text{BPM} = \frac{\text{bars} \times \text{beats per bar} \times 60}{\text{seconds}}

หากมีลูปเสียงกลองแบบ 4/4 ความยาว 4 ห้อง และมีความยาวเวลารวม 7.5 วินาที เมื่อคำนวณแล้วจะได้ความเร็วของเพลงเท่ากับ 128 BPM พอดี ซึ่งช่วยให้ตั้งค่าความเร็วของโปรเจกต์เพลงได้อย่างตรงจังหวะ

ความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วแบบปกติ ฮาล์ฟไทม์ และดับเบิลไทม์

ในทางทฤษฎีดนตรี จังหวะเพลงมีความยืดหยุ่นในเชิงคณิตศาสตร์ได้สองเท่าเสมอ ลูปเสียงเดียวกันสามารถมองเป็นความเร็วปกติ ความเร็วครึ่งหนึ่ง หรือความเร็วสองเท่าได้ ขึ้นอยู่กับการจัดวางเสียงสแนร์และอารมณ์ของเพลงนั้น ตัวอย่างเช่น ลูปความยาว 2 ห้องที่มีความยาว 4 วินาที จะให้ค่าความเร็วปกติอยู่ที่ 120 BPM แต่หากนับจังหวะแบบดับเบิลไทม์จะคิดเป็นความเร็ว 240 BPM

การเลือกว่าควรใช้ค่าความเร็วใดขึ้นอยู่กับบริบททางดนตรีดังต่อไปนี้

รูปแบบจังหวะ ตำแหน่งของเสียงสแนร์ แนวดนตรีที่พบบ่อย
Half-Time ตกที่ห้องจังหวะที่ 3 Trap, Dubstep, Future Bass
Standard ตกที่ห้องจังหวะที่ 2 และ 4 Pop, House, Rock, Disco
Double-Time ตกถี่ขึ้นเป็นสองเท่าของห้อง Drum & Bass, Fast Metal, UK Garage

เครื่องมือคำนวณ MS เป็น BPM จะแสดงผลทั้งค่าความเร็วหลัก ค่าฮาล์ฟไทม์ และค่าดับเบิลไทม์ควบคู่กันเสมอ เพื่อให้โปรデューเซอร์สามารถเลือกจับคู่ความเร็วให้ตรงกับจังหวะกลองและรูปแบบการทำงานในโปรแกรมทำเพลงได้อย่างถูกต้อง

สาเหตุที่ผลการคำนวณได้ค่าตัวเลขทศนิยมไม่ลงตัว

บางครั้งเมื่อนำความยาวของไฟล์เสียงมาคำนวณ ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ใช่เลขจำนวนเต็ม เช่น ได้ค่า 119.98 BPM แทนที่จะเป็น 120 BPM ปัญหานี้เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยในกระบวนการบันทึกเสียงและการตัดต่อไฟล์

สาเหตุหลักที่ทำให้ค่าความเร็วคลาดเคลื่อนมีดังนี้

  • หางเสียงที่เกินมา ไฟล์เสียงแซมเปิลมักมีช่องว่างเงียบหรือหางเสียงกังวานติดมาที่ตอนท้ายของไฟล์เพียงไม่กี่มิลลิวินาที ทำให้ความยาวรวมเพิ่มขึ้นและค่า BPM คำนวณได้ต่ำกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย
  • การตัดต่อที่ไม่ตรงจุดเริ่มต้น หัวเสียงของไฟล์เสียงอาจมีช่องว่างก่อนที่เสียงดนตรีตัวแรกจะดังขึ้น ทำให้เวลาโดยรวมคลาดเคลื่อน
  • แหล่งกำเนิดเสียงจากระบบแอนะล็อก เพลงที่แปลงมาจากแผ่นเสียง เทปคาสเซ็ท หรือการบันทึกการแสดงสดจะไม่มีความเร็วที่ล็อกไว้ตามตารางเวลาดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ ความเร็วอาจมีการแกว่งตามกลไกเครื่องเล่น

หากไฟล์เสียงเป็นแซมเปิลสังเคราะห์ในระบบดิจิทัลและคำนวณได้ 119.98 BPM สามารถสรุปได้ว่าลูปเสียงนี้ถูกบันทึกมาที่ 120 BPM โดยมีส่วนเกินของความเงียบติดมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการแปลงหน่วยเวลาเป็นความเร็วเพลง

การทำงานกับหน่วยเวลาทางดนตรีจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องหน่วยวัดและสัดส่วนจังหวะ ข้อผิดพลาดในการป้อนข้อมูลอาจส่งผลให้การตั้งค่าเอฟเฟกต์หรือการจัดวางลูปเสียงผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น

ข้อควรระวังในการคำนวณความเร็วเพลงประกอบด้วย

  1. การทึกทักว่าเวลาที่ได้คือโน้ตตัวดำเสมอ การป้อนค่าเวลาโดยไม่ตรวจสอบว่าต้นฉบับตั้งค่าเป็นโน้ตประจุดหรือโน้ตสามพยางค์ จะทำให้ได้ค่า BPM ผิดพลาด
  2. การนับจำนวนห้องเพลงผิด การเข้าใจว่าลูป 2 ห้องเป็น 4 ห้อง จะทำให้ผลการคำนวณความเร็วลดลงไปครึ่งหนึ่ง
  3. การสับสนระหว่างหน่วยวินาทีและมิลลิวินาที การใส่ค่า 500 วินาทีแทนที่จะเป็น 500 มิลลิวินาที หรือใส่ค่าทศนิยมผิดตำแหน่งจะทำให้การประมวลผลผิดพลาด
  4. สัญลักษณ์โน้ตประจุดและสามพยางค์ เครื่องหมายจุดต่อท้ายแทนโน้ตประจุดที่เพิ่มค่าความยาวอีกครึ่งหนึ่ง ส่วนอักษร T ต่อท้ายแทนโน้ตกลุ่มสามพยางค์ที่มีความเร็วเร็วกว่าโน้ตปกติในสัดส่วนสองในสาม

การตรวจสอบรายละเอียดของไฟล์เสียงและความหมายของหน่วยเวลาอย่างรอบคอบจะช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนในการทำงานเพลง

คำถามพบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณเวลาและจังหวะเพลง

คำถามและข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแปลงเวลาเป็นความเร็วเพลงมีดังนี้

เหตุใดจึงต้องระบุสัดส่วนตัวโน้ตเมื่อแปลงค่ามิลลิวินาที เนื่องจากระยะเวลาหน่วงหนึ่งค่าไม่สามารถบอกความเร็วเพลงได้โดยตรงหากไม่ทราบว่าเวลานั้นคือสัดส่วนใด เช่น เวลา 500 ms อาจเป็นโน้ตตัวดำ 1/4 ของเพลงความเร็ว 120 BPM หรือเป็นโน้ตประจุด 1/8. ของเพลงความเร็ว 180 BPM สัดส่วนตัวโน้ตจึงเป็นตัวกำหนดความเร็วที่ถูกต้อง

หากผลลัพธ์ได้ค่าเป็นทศนิยมเช่น 119.98 ควรตั้งค่าโปรเจกต์อย่างไร หากเป็นลูปเสียงสังเคราะห์ดิจิทัลทั่วไป สามารถปัดเศษให้เป็นจำนวนเต็ม 120 BPM ได้ทันที เนื่องจากทศนิยมที่หายไปมักเกิดจากหางเสียงหรือการตัดขอบไฟล์เสียงที่ไม่พอดีกับเส้นตารางของห้องเพลง

ควรเลือกใช้ค่าความเร็วแบบปกติ ฮาล์ฟไทม์ หรือดับเบิลไทม์ ให้สังเกตที่ตำแหน่งตกของเสียงกลองสแนร์ หากจังหวะสแนร์ตกที่จังหวะที่ 3 ให้ใช้ค่าฮาล์ฟไทม์ หากสแนร์ตกที่จังหวะที่ 2 และ 4 ให้ใช้ค่าปกติ และหากจังหวะมีความถี่สูงมากให้เลือกใช้ค่าดับเบิลไทม์ตามความเหมาะสมของโครงสร้างเพลง

คำถามที่เราตอบบ่อยที่สุด

ทำไมการแปลงหน่วยมิลลิวินาทีเป็น BPM จึงจำเป็นต้องระบุสัดส่วนตัวโน้ต

เนื่องจากระยะเวลาเดียวกันสามารถเป็นความเร็วได้หลายค่าขึ้นอยู่กับสัดส่วนของจังหวะ เช่น เวลา 500 ms หากเทียบเป็นโน้ตตัวดำ (1/4) จะได้ความเร็ว 120 BPM แต่ถ้าเวลานั้นเป็นโน้ตเขบ็จหนึ่งชั้นประจุด (1/8.) จะตรงกับความเร็ว 180 BPM การระบุสัดส่วนตัวโน้ตจึงช่วยให้เครื่องมือคำนวณความเร็วเพลงได้อย่างถูกต้อง

หากมีไฟล์เสียงลูปที่ไม่ระบุความเร็ว จะหาค่า BPM ได้อย่างไร

สามารถใช้โหมด Loop ในเครื่องมือ คำนวณ MS เป็น BPM โดยใส่ความยาวไฟล์เสียงเป็นวินาที พร้อมระบุจำนวนห้องเพลงและจำนวนจังหวะต่อห้อง เช่น ไฟล์ลูปความยาว 4 ห้องในอัตราจังหวะ 4/4 ที่มีความยาวรวม 7.5 วินาที เครื่องมือจะคำนวณออกมาว่าลูปนี้มีความเร็วอยู่ที่ 128 BPM

ทำไมผลลัพธ์ BPM จากลูปเสียงบางครั้งจึงได้เลขทศนิยม เช่น 119.98 แทนที่จะเป็นเลขจำนวนเต็ม

กรณีนี้มักเกิดจากการตัดต่อหัวหรือท้ายไฟล์เสียงที่มีช่วงเงียบติดมาเล็กน้อย หรือความยาวไฟล์คลาดเคลื่อนไปเพียงไม่กี่มิลลิวินาที หากค่าที่คำนวณได้ใกล้เคียงกับเลขจำนวนเต็มมาก เช่น 119.98 BPM แสดงว่าลูปนั้นถูกบันทึกมาที่ 120 BPM สามารถตั้งค่าโปรเจกต์เป็นเลขจำนวนเต็มแล้วตัดแต่งขอบไฟล์ให้ลงตรงช่องตารางจังหวะ

ควรเลือกใช้ค่า Half-time หรือ Double-time ในสถานการณ์ใด

การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของจังหวะกลองและแนวเพลงเป็นหลัก เช่น ลูป 2 ห้องที่ยาว 4 วินาที ให้ผลลัพธ์หลักเป็น 120 BPM แต่หากเป็นแนวดนตรีที่มีการวางเสียงสแนร์ครึ่งจังหวะ อาจนับเป็น 240 BPM ในแบบ Double-time หรือ 60 BPM ในแบบ Half-time เพื่อให้ตรงกับความรู้สึกของการเคาะจังหวะในเพลง

สัญลักษณ์เครื่องหมายจุดและตัว T ท้ายสัดส่วนโน้ตมีความหมายอย่างไร

เครื่องหมายจุดหมายถึงโน้ตประจุด (Dotted Note) ซึ่งเพิ่มความยาวของตัวโน้ตนั้นขึ้นอีกครึ่งหนึ่งของค่าเดิม ส่วนตัวอักษร T หมายถึงโน้ตสามพยางค์ (Triplet) ซึ่งเป็นการแบ่ง 1 จังหวะออกเป็น 3 ส่วนย่อยเท่าๆ กัน โดยระบบจะปรับสูตรเวลาให้ตรงกับรูปแบบจังหวะนั้น

สูตรคณิตศาสตร์ที่ใช้แปลงค่าเวลาเป็น BPM ทำงานอย่างไร

สำหรับการคำนวณจากค่าดีเลย์จะใช้สูตร BPM=60000ms/f\text{BPM} = \frac{60000}{\text{ms} / f} โดยที่ ff คือตัวคูณของสัดส่วนโน้ตเมื่อเทียบกับโน้ตตัวดำ ส่วนการคำนวณจากลูปเสียงจะใช้สูตร BPM=จำนวนห้อง×จังหวะต่อห้อง×60วินาที\text{BPM} = \frac{\text{จำนวนห้อง} \times \text{จังหวะต่อห้อง} \times 60}{\text{วินาที}} การคำนวณทั้งหมดจะประมวลผลทันทีผ่านเบราว์เซอร์