เลือกภาษา

เครื่องคำนวณ BMR และ TDEE

คำนวณอัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน (BMR) และแคลอรี่ที่ต้องการต่อวัน (TDEE) ด้วยสูตร Mifflin-St Jeor และ Katch-McArdle พร้อมส่งออกผลลัพธ์เป็นรูปภาพและ CSV

Mehmet Demiray (เมห์เมต เดมิเรย์) เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด
แชร์

BMR คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

BMR หรืออัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน เป็นค่าที่แสดงถึงปริมาณพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายต้องการเพื่อรักษาการทำงานของระบบต่างๆ ในขณะที่พักผ่อนอย่างเต็มที่ หากคุณนอนเฉยๆ บนเตียงตลอดทั้งวันโดยไม่ได้ขยับตัว ร่างกายก็ยังคงต้องใช้พลังงานในการหายใจ การสูบฉีดเลือดของหัวใจ การทำงานของสมอง และการสร้างเซลล์ใหม่ พลังงานส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดของการเผาผลาญพลังงานทั้งหมดในแต่ละวัน

การทำความเข้าใจค่า BMR มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ หลายคนมักสับสนระหว่าง BMR กับ TDEE ซึ่งเป็นค่าพลังงานรวมที่ร่างกายใช้ในแต่ละวันเมื่อรวมกิจกรรมและการเคลื่อนไหวต่างๆ เข้าไปแล้ว การทราบค่าที่แม่นยำจะช่วยให้คุณวางแผนโภชนาการได้อย่างเหมาะสม ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเผาผลาญพื้นฐานประกอบด้วยเพศ น้ำหนัก ส่วนสูง และอายุ ซึ่งคุณสามารถใช้เครื่องคำนวณอายุเพื่อตรวจสอบอายุที่แน่นอนก่อนนำมาคำนวณได้

เครื่องคำนวณ BMR เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การประเมินค่านี้เป็นเรื่องง่ายและแม่นยำ เพียงแค่ป้อนข้อมูลพื้นฐานทางร่างกาย ระบบจะประมวลผลและแสดงปริมาณแคลอรี่ที่คุณต้องการในแต่ละวัน การรู้ค่านี้เปรียบเสมือนการรู้จุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง หากคุณรับประทานอาหารน้อยกว่าค่าการเผาผลาญพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ร่างกายอาจปรับตัวโดยการลดอัตราการเผาผลาญลง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ การใช้เครื่องคำนวณร่วมกับการประเมินค่า BMI จะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของสุขภาพร่างกายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เปรียบเทียบ 3 สูตรคำนวณ BMR

เครื่องคำนวณ BMR ได้รวบรวมสมการทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาให้เลือกใช้งาน โดยแต่ละสูตรมีจุดเด่นและความเหมาะสมกับบุคคลที่แตกต่างกันออกไป การเลือกใช้สูตรที่ตรงกับลักษณะร่างกายจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด

สูตร Mifflin-St Jeor เป็นสมการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันและถือเป็นมาตรฐานสำหรับคนทั่วไป สมการนี้ได้รับการพัฒนาให้มีความแม่นยำสูงกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ โดยคำนวณจากน้ำหนัก (w) ในหน่วยกิโลกรัม ส่วนสูง (h) ในหน่วยเซนติเมตร และอายุ (a) ในหน่วยปี ดังนี้

BMR=10w+6.25h5a+sBMR = 10w + 6.25h - 5a + s

ค่า s ในสมการจะแตกต่างกันตามเพศ โดยผู้ชายจะมีค่าเท่ากับบวก 5 และผู้หญิงจะมีค่าเท่ากับลบ 161 สูตรนี้เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการทราบอัตราการเผาผลาญพื้นฐาน

สูตร Harris-Benedict ฉบับปรับปรุง เป็นอีกหนึ่งสมการที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน แม้จะถูกแทนที่ด้วยสูตร Mifflin-St Jeor ในทางการแพทย์สมัยใหม่ แต่ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการเปรียบเทียบค่าที่ได้

สูตร Katch-McArdle มีความแตกต่างจากสองสูตรแรกอย่างชัดเจน เนื่องจากไม่ได้ใช้ตัวแปรเรื่องเพศหรืออายุ แต่จะคำนวณจากมวลร่างกายไร้ไขมันโดยตรง

BMR=370+21.6LBMkgBMR = 370 + 21.6 \cdot LBM_{kg}

สูตรนี้จำเป็นต้องทราบเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายเพื่อหาค่ามวลร่างกายไร้ไขมัน จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักกีฬา ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ หรือผู้ที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ การใช้เครื่องคำนวณ BMR จะช่วยให้คุณสลับดูผลลัพธ์จากสูตรต่างๆ ได้ทันทีโดยไม่ต้องคำนวณด้วยตนเองให้ซับซ้อน

จากค่า BMR สู่การคำนวณพลังงานที่ใช้ต่อวัน (TDEE)

เมื่อคุณทราบอัตราการเผาผลาญพื้นฐานแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาค่าพลังงานรวมที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน หรือ TDEE ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการใช้ชีวิตจริงของคุณ เครื่องคำนวณ BMR จะนำค่าการเผาผลาญพื้นฐานมาคูณกับตัวคูณกิจกรรมที่เหมาะสม เพื่อประเมินปริมาณแคลอรี่ที่คุณเผาผลาญได้ทั้งหมด

TDEE=BMR×activityTDEE = BMR \times activity

ตัวคูณกิจกรรมถูกแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ตามพฤติกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน ดังนี้

  • ไม่ออกกำลังกายเลยหรือทำงานนั่งโต๊ะ จะใช้ตัวคูณ 1.2
  • ออกกำลังกายเบาๆ ประมาณ 1 ถึง 3 วันต่อสัปดาห์ จะใช้ตัวคูณ 1.375
  • ออกกำลังกายปานกลาง ประมาณ 3 ถึง 5 วันต่อสัปดาห์ จะใช้ตัวคูณ 1.55
  • ออกกำลังกายหนัก ประมาณ 6 ถึง 7 วันต่อสัปดาห์ จะใช้ตัวคูณ 1.725
  • ทำงานใช้แรงงานหนักหรือฝึกซ้อมกีฬาอย่างหนัก จะใช้ตัวคูณ 1.9

ตัวอย่างเช่น หากค่าการเผาผลาญพื้นฐานของคุณคือ 1,500 กิโลแคลอรี่ และคุณทำงานออฟฟิศโดยไม่ได้ออกกำลังกาย ค่าพลังงานรวมรายวันของคุณจะเท่ากับ 1,500 คูณ 1.2 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ที่ 1,800 กิโลแคลอรี่ การประเมินระดับกิจกรรมอย่างตรงไปตรงมามีความสำคัญมาก หากประเมินสูงเกินจริงอาจทำให้คุณรับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น เครื่องคำนวณ BMR จะแสดงผลลัพธ์ของทุกระดับกิจกรรมให้คุณเห็นพร้อมกันในตารางเดียว ช่วยให้คุณเปรียบเทียบและเลือกค่าที่ตรงกับวิถีชีวิตของคุณมากที่สุด

การนำตัวเลขไปใช้เพื่อลดหรือเพิ่มน้ำหนัก

ตัวเลขที่ได้จากเครื่องคำนวณ BMR เป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดเป้าหมายทางโภชนาการ ไม่ว่าคุณจะต้องการลดน้ำหนัก เพิ่มกล้ามเนื้อ หรือรักษารูปร่าง หลักการพื้นฐานคือการจัดการความสมดุลของพลังงาน หากคุณรับประทานอาหารน้อยกว่าค่าพลังงานรวมรายวัน ร่างกายจะดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนัก

สำหรับการลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปและปลอดภัยตามหลักการแพทย์ แนะนำให้ลดปริมาณแคลอรี่ลงประมาณ 500 กิโลแคลอรี่จากค่าพลังงานรวมรายวัน การสร้างส่วนต่างพลังงานในระดับนี้จะช่วยให้น้ำหนักลดลงประมาณ 0.5 กก. ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นอัตราที่ร่างกายสามารถรักษามวลกล้ามเนื้อไว้ได้ดี สิ่งสำคัญคือไม่ควรลดปริมาณอาหารจนต่ำกว่าค่าการเผาผลาญพื้นฐานโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบเผาผลาญทำงานช้าลงและสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ คุณสามารถตรวจสอบน้ำหนักที่เหมาะสมเพื่อตั้งเป้าหมายระยะยาวได้

ในทางกลับกัน หากเป้าหมายของคุณคือการเพิ่มน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ คุณจำเป็นต้องรับประทานอาหารให้มากกว่าค่าพลังงานรวมรายวัน ประมาณ 300 ถึง 500 กิโลแคลอรี่ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอในการสร้างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อใหม่ การใช้เครื่องคำนวณช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนตัวเลขเป้าหมายได้ตลอดเวลาเมื่อน้ำหนักตัวหรือระดับกิจกรรมของคุณเปลี่ยนไป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการคำนวณ BMR

BMR กับ TDEE ต่างกันอย่างไร BMR คือพลังงานขั้นต่ำสุดที่ร่างกายต้องการเพื่อมีชีวิตรอดในขณะที่พักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วน TDEE คือพลังงานทั้งหมดที่คุณใช้จริงในวันนั้น ซึ่งรวมถึงการเดิน การทำงาน และการออกกำลังกายเข้าไปด้วย TDEE จึงมีค่าสูงกว่า BMR เสมอ

ควรเลือกใช้สูตรคำนวณใดดีที่สุด สำหรับบุคคลทั่วไป สูตร Mifflin-St Jeor เป็นตัวเลือกที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำที่สุด แต่หากคุณเป็นนักกีฬาที่มีกล้ามเนื้อมากและทราบเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายของตนเองอย่างแน่ชัด การเลือกใช้สูตร Katch-McArdle จะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า

ทำไมสูตร Katch-McArdle จึงต้องใช้ข้อมูลเปอร์เซ็นต์ไขมัน เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อสามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าเนื้อเยื่อไขมันมาก สูตรนี้จึงใช้เปอร์เซ็นต์ไขมันเพื่อคำนวณหามวลร่างกายที่ปราศจากไขมันโดยเฉพาะ ทำให้ทราบปริมาณเนื้อเยื่อที่มีการเผาผลาญพลังงานสูงอย่างแท้จริง ซึ่งช่วยลดความคลาดเคลื่อนในผู้ที่มีรูปร่างแตกต่างจากคนทั่วไป

ควรรับประทานอาหารกี่แคลอรี่เพื่อลดน้ำหนัก เครื่องคำนวณ BMR จะแสดงตัวเลขเป้าหมายสำหรับการลดน้ำหนักให้คุณโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไปคือการนำค่า TDEE มาลบออก 500 กิโลแคลอรี่ ตัวเลขนี้จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างยั่งยืนโดยไม่รู้สึกอ่อนเพลียจนเกินไป

คำถามที่เราตอบบ่อยที่สุด

BMR กับ TDEE ต่างกันอย่างไร?

BMR คือพลังงานพื้นฐานที่ร่างกายใช้ขณะพักผ่อนสนิทเพื่อรักษาการทำงานของอวัยวะต่างๆ ส่วน TDEE คือพลังงานรวมทั้งหมดที่ร่างกายใช้ในแต่ละวัน ซึ่งรวมถึงการทำกิจกรรมและการออกกำลังกายเข้าไปด้วย เครื่องคำนวณ BMR จะแสดงค่า TDEE ให้คุณเห็นตามระดับกิจกรรมที่คุณเลือก

ควรเลือกใช้สูตรคำนวณไหนดี?

หากคุณเป็นบุคคลทั่วไป แนะนำให้ใช้สูตร Mifflin-St Jeor เพราะมีความแม่นยำสูงและเป็นมาตรฐานสากลในปัจจุบัน แต่หากคุณเป็นนักกีฬาหรือผู้ที่เล่นเวทเทรนนิ่งจนมีมวลกล้ามเนื้อเยอะ การเลือกใช้สูตร Katch-McArdle จะเหมาะสมกว่า

ทำไมสูตร Katch-McArdle ถึงต้องกรอกเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายด้วย?

เพราะสูตรนี้คำนวณจากมวลร่างกายไร้ไขมันโดยตรง แทนที่จะใช้น้ำหนักตัวรวมเพียงอย่างเดียว ทำให้มีความแม่นยำสูงมากสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำและมีสัดส่วนกล้ามเนื้อมากกว่าปกติ แต่คุณจำเป็นต้องทราบเปอร์เซ็นต์ไขมันที่ถูกต้องของตัวเองก่อนใช้งาน

ถ้าอยากลดน้ำหนัก ควรตั้งเป้าหมายการกินกี่แคลอรี?

วิธีที่ปลอดภัยและยั่งยืนคือการกินให้น้อยกว่าค่า TDEE ประมาณ 500 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้น้ำหนักลดลงประมาณ 0.5 กก. ต่อสัปดาห์ คุณสามารถลองใช้คู่กับ เครื่องคำนวณน้ำหนักตัวที่เหมาะสม เพื่อตั้งเป้าหมายรูปร่างในระยะยาวได้

ควรกลับมาคำนวณ BMR ใหม่บ่อยแค่ไหน?

เมื่อน้ำหนักตัวของคุณเปลี่ยนแปลงไปประมาณ 3 กก. ถึง 5 กก. หรือเมื่ออายุเพิ่มขึ้นตามที่ตรวจสอบได้จาก เครื่องคำนวณอายุ รวมถึงเมื่อคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการออกกำลังกาย คุณควรใช้เครื่องคำนวณ BMR อีกครั้งเพื่อปรับปรุงข้อมูลความต้องการพลังงานให้เป็นปัจจุบัน

อากาศร้อนหรืออาหารรสจัดในไทยมีผลต่อค่า BMR หรือไม่?

อุณหภูมิที่ร้อนจัดอาจทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในการระบายความร้อน เช่นเดียวกับอาหารรสเผ็ดจัดที่อาจกระตุ้นการเผาผลาญได้ชั่วคราว แต่ปัจจัยเหล่านี้มีผลน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำหนัก ส่วนสูง และอายุ จึงไม่ต้องนำมาคิดรวมในเครื่องคำนวณ BMR

ค่า BMR บอกได้ไหมว่าเราอ้วนเกินไปหรือเปล่า?

ค่า BMR บอกเพียงแค่ปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้เท่านั้น ไม่สามารถระบุเกณฑ์ความอ้วนได้ หากคุณต้องการทราบว่ารูปร่างอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ควรใช้ เครื่องคำนวณ BMI เพื่อประเมินสัดส่วนน้ำหนักและส่วนสูงแทน