เลือกภาษา

เครื่องมือคำนวณรายได้สตรีมเพลง Spotify และมิวสิกสตรีมมิง

คำนวณรายได้จากยอดสตรีมเพลงบน Spotify, Apple Music, YouTube Music และแพลตฟอร์มชั้นนำ เปรียบเทียบอัตราค่าลิขสิทธิ์ต่อสตรีมและประเมินรายรับสุทธิแบบเรียลไทม์

Mehmet Demiray (เมห์เมต เดมิเรย์) เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด
แชร์
ยอดการเล่นทั้งหมดในช่วงเวลาที่คุณต้องการคำนวณ

ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรมดนตรี ไม่ใช่อัตราคงที่ตามสัญญา แพลตฟอร์มจะจ่ายเงินจากกองรายได้รวม ยอดที่ได้รับจริงจึงขึ้นอยู่กับเดือน ประเทศของผู้ฟัง และตัวแทนจัดจำหน่ายของคุณ

ยอดเงินที่แสดงคือรายรับรวมทั้งหมดของผู้ถือลิขสิทธิ์ ค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย และผู้ร่วมแต่งเพลงจะหักส่วนแบ่งออกไปก่อนที่จะถึงมือศิลปิน

ยอดสตรีมจากสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และยุโรปเหนือจ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกหลายเท่า สัดส่วนผู้ฟังในแต่ละประเทศจึงส่งผลต่อรายได้จริงอย่างมาก

กลไกการคำนวณรายได้จากสตรีมเพลงทำงานอย่างไร

รายได้จากแพลตฟอร์มสตรีมเพลงไม่ได้เกิดขึ้นจากการกำหนดราคาตายตัวต่อการกดฟังหนึ่งครั้ง แต่เกิดจากการคำนวณผ่านระบบส่วนแบ่งรวมของแพลตฟอร์ม (Pro-rata pool) ในแต่ละเดือน แพลตฟอร์มจะรวบรวมเงินค่าสมาชิกแบบพรีเมียมและรายได้จากโฆษณาทั้งหมดเข้าสู่กองทุนกลาง หักค่าดำเนินการของแพลตฟอร์มออก แล้วจึงแบ่งเงินก้อนนี้ให้กับเจ้าของลิขสิทธิ์ตามสัดส่วนของยอดฟังทั้งหมดที่เกิดขึ้นในระบบ

รายได้=จำนวนสตรีม×อัตราเฉลี่ยต่อสตรีม\text{รายได้} = \text{จำนวนสตรีม} \times \text{อัตราเฉลี่ยต่อสตรีม}

อัตราจ่ายต่อสตรีมที่ปรากฏในเครื่องมือคำนวณรายได้สตรีมเพลงจึงเป็นค่าเฉลี่ยทางสถิติที่คำนวณย้อนกลับมาจากยอดเงินรวม ตัวอย่างเช่น ยอดฟัง 1,000,000 สตรีมบน Spotify ที่อัตราค่าเฉลี่ยกลาง US$0.004 จะสร้างรายได้รวมให้แก่ผู้ถือสิทธิ์ประมาณ US$4,000.00 โดยมูลค่าที่แท้จริงจะผันผวนไปตามจำนวนผู้ฟังทั้งหมดในระบบและรายได้รวมของแพลตฟอร์มในแต่ละรอบเดือน

ปัจจัยที่ทำให้แต่ละแพลตฟอร์มมีอัตราจ่ายต่อสตรีมต่างกัน

ความแตกต่างของอัตราจ่ายต่อสตรีมระหว่างผู้ให้บริการสตรีมมิงมาจากโครงสร้างธุรกิจและรูปแบบการสมัครสมาชิกเป็นหลัก แพลตฟอร์มที่เน้นระบบสมาชิกแบบชำระเงินเต็มจำนวนโดยไม่มีระบบฟังฟรีที่มีโฆษณาแทรก มักจะมีอัตราจ่ายต่อสตรีมสูงกว่ามาก

แพลตฟอร์ม ช่วงอัตราต่อสตรีม (USD) ค่าเฉลี่ยกลาง (USD)
Tidal 0.0100 ถึง 0.0130 0.0115
Apple Music 0.0060 ถึง 0.0100 0.0080
Deezer 0.0030 ถึง 0.0070 0.0050
Spotify 0.0030 ถึง 0.0050 0.0040
Amazon Music 0.0030 ถึง 0.0050 0.0040
YouTube Music 0.0010 ถึง 0.0030 0.0020

หากศิลปินมียอดฟัง 1,000,000 สตรีมบน Tidal รายได้จะอยู่ที่ประมาณ US$11,500.00 ซึ่งสูงกว่า Spotify เกือบ 3 เท่า ในขณะที่ YouTube Music ซึ่งมีสัดส่วนผู้ใช้บริการแบบฟรีเป็นจำนวนมาก การได้ยอดฟัง 100,000 สตรีมที่อัตราค่าเฉลี่ย US$0.002 จะสร้างรายได้ประมาณ US$200.00

ส่วนแบ่งรายได้จากยอดสตรีมสู่กระเป๋าเงินของศิลปิน

ตัวเลขที่แสดงในเครื่องมือคำนวณรายได้สตรีมเพลงคือรายได้รวมขั้นต้น (Gross Royalty) ก่อนหักค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งทางลิขสิทธิ์ รายได้ก้อนนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ลิขสิทธิ์เสียงบันทึก (Master Rights) และลิขสิทธิ์งานดนตรีกรรม (Publishing Rights)

สำหรับศิลปินอิสระที่ปล่อยเพลงผ่านผู้จัดจำหน่ายดิจิทัล (Distributor) รายได้สุทธิที่ได้รับจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสัญญา หากใช้บริการที่หักส่วนแบ่งรายได้และศิลปินได้รับเงิน 85% ยอดฟัง 1,000,000 สตรีมบน Spotify ที่สร้างรายได้ขั้นต้น US$4,000.00 จะเหลือเข้าบัญชีศิลปินจริงประมาณ US$3,400.00

ในกรณีของศิลปินที่มีสังกัดค่ายเพลง รายได้รวมจะถูกนำไปหักลบกับค่าใช้จ่ายในการผลิต การตลาด และค่ามิวสิกวิดีโอ (Recoupment) ก่อนตามสัดส่วนในสัญญา ซึ่งอาจทำให้ศิลปินได้รับเงินส่วนแบ่งจริงตั้งแต่ร้อยละ 15 ถึง 50 ของรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว

ประเทศของผู้ฟังและประเภทบัญชีมีผลต่อรายได้

ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของผู้ฟังและประเภทบัญชีผู้ใช้เป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดมูลค่าของแต่ละสตรีม ค่าบริการรายเดือนของแพลตฟอร์มสตรีมมิงในแต่ละประเทศมีราคาไม่เท่ากัน โดยสะท้อนตามกำลังซื้อของประชากรในภูมิภาคนั้น

  1. ประเทศที่มีค่าบริการสมาชิกสูง เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตก กองทุนรายได้ต่อผู้ฟังหนึ่งคนจะมีขนาดใหญ่ ส่งผลให้อัตราต่อสตรีมที่มาจากผู้ฟังกลุ่มนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก
  2. ประเทศในตลาดเกิดใหม่ เช่น กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และละตินอเมริกา ค่าสมาชิกรายเดือนเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่า ทำให้อัตราเฉลี่ยต่อสตรีมมีมูลค่าน้อยลงตามสัดส่วน
  3. ประเภทของบัญชีผู้ฟัง การสตรีมจากผู้ใช้บัญชีพรีเมียมแบบชำระเงินสร้างรายได้สูงกว่าการสตรีมจากบัญชีที่ฟังฟรีแบบมีโฆษณาคั่นอย่างมีนัยสำคัญ

การมีเพลงฮิตที่มียอดฟังสูงในกลุ่มผู้ฟังที่ใช้บัญชีพรีเมียมในประเทศที่มีค่าบริการสูง จึงสร้างรายได้รวมได้มากกว่าเพลงที่มียอดสตรีมเท่ากันแต่มาจากผู้ฟังที่ใช้บัญชีแบบมีโฆษณาในตลาดเกิดใหม่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการคำนวณรายได้สตรีมเพลง

การประเมินรายได้จากการสตรีมเพลงมักมีความคลาดเคลื่อนหากขาดความเข้าใจในโครงสร้างข้อมูลของอุตสาหกรรมดนตรี ข้อผิดพลาดหลักที่พบได้บ่อยมีดังนี้

  • การนำตัวเลขประเมินขั้นต้นไปเทียบกับใบแจ้งยอดรายได้จริงโดยตรงโดยลืมหักส่วนแบ่งลิขสิทธิ์ของค่ายเพลง ผู้จัดจำหน่าย หรือผู้แต่งเพลง
  • การเข้าใจผิดว่าอัตราจ่ายต่อสตรีมเป็นตัวเลขคงที่ตลอดทั้งปี ทั้งที่ในความเป็นจริงอัตราจะเปลี่ยนแปลงทุกเดือนตามรายได้รวมของแพลตฟอร์มและยอดการฟังเพลงรวมทั่วโลก
  • การนับรวมยอดวิวของวิดีโอบน YouTube ปกติเข้ากับยอดสตรีมของ YouTube Music โดยวิดีโอทั่วไปมีระบบคำนวณรายได้จากค่าโฆษณา (RPM) ที่แยกต่างหากและมีอัตราจ่ายที่ต่างจากระบบสตรีมมิงเพลงโดยเฉพาะ
  • การไม่นับเกณฑ์ยอดสตรีมขั้นต่ำที่บางแพลตฟอร์มกำหนด เช่น เกณฑ์ขั้นต่ำในการเริ่มสร้างรายได้ของแต่ละเพลงในแต่ละรอบปี

การตั้งเป้าหมายยอดสตรีมและการเตรียมผลงานให้พร้อม

การวางแผนทางการเงินสำหรับคนทำเพลงต้องอาศัยการตั้งเป้าหมายยอดฟังที่สอดคล้องกับความเป็นจริง หากต้องการสร้างรายได้ขั้นต้น US$1,500.00 ต่อเดือนจากการสตรีมบน Spotify เพียงช่องทางเดียว ศิลปินจะต้องรักษายอดฟังให้ได้ประมาณ 375,000 สตรีมในทุกเดือน

นอกจากการทำการตลาดเพื่อขับเคลื่อนยอดฟังแล้ว การเตรียมคุณภาพไฟล์เสียงให้ตรงตามมาตรฐานของแต่ละแพลตฟอร์มเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง การควบคุมระดับความดังในการมาสเตอริ่งด้วย มิเตอร์วัดค่า LUFS ช่วยให้เพลงมีความดังที่เหมาะสมและไม่ถูกระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติ (Loudness Normalization) บีบอัดเสียงจนสูญเสียคุณภาพ ช่วยให้ผู้ฟังได้รับประสบการณ์การฟังที่ดีและเพิ่มโอกาสในการถูกจัดเข้าเพลย์ลิสต์ยอดนิยมเพื่อสร้างยอดสตรีมอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่เราตอบบ่อยที่สุด

ทำไมยอดเงินจริงในใบแจ้งยอดจึงไม่ตรงกับการคำนวณ

เครื่องมือคำนวณรายได้สตรีมเพลงประเมินจากอัตราเฉลี่ยต่อสตรีม แต่รายได้จริงใช้วิธีคำนวณแบบสระรายได้รวม ซึ่งขึ้นอยู่กับประเทศของผู้ฟัง สัดส่วนผู้ใช้แพ็กเกจ และยอดสตรีมรวมทั่วโลกในแต่ละเดือน หากผู้ฟังส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่มีค่าบริการรายเดือนต่ำ รายได้จริงต่อสตรีมจะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยสากล

สตรีมมิงแพลตฟอร์มไหนจ่ายค่าลิขสิทธิ์ต่อการฟังหนึ่งครั้งสูงที่สุด

Tidal และ Apple Music มีอัตราจ่ายเฉลี่ยต่อสตรีมสูงที่สุด โดย Tidal มีค่าเฉลี่ยประมาณ US$0.0115 ต่อสตรีม และ Apple Music อยู่ที่ประมาณ US$0.006 ถึง US$0.01 ต่อสตรีม ในขณะที่ YouTube Music และ Spotify มีอัตราเฉลี่ยต่ำกว่าเนื่องจากมีฐานผู้ใช้งานแบบมีโฆษณาเป็นจำนวนมาก

ยอดสตรีมจากผู้ใช้ฟังฟรีกับผู้ใช้ Premium ได้เงินต่างกันหรือไม่

ได้เงินต่างกันมาก ระบบสตรีมมิงคิดเงินจากสระรายได้ที่ผู้ฟังชำระ ค่าบริการจากผู้ใช้ Premium จะสร้างสระเงินก้อนใหญ่กว่ามาก ทำให้ยอดสตรีมจากผู้ใช้เสียเงินสร้างรายได้สูงกว่ายอดสตรีมจากผู้ใช้งานฟรีที่มีโฆษณาหลายเท่าตัว

ถ้าต้องการรายได้สตรีมมิงเดือนละ US$1,500.00 ต้องมียอดฟังเท่าไร

หากคิดจากค่าเฉลี่ยกลางของ Spotify ที่ US$0.004 ต่อสตรีม คุณต้องมียอดฟังประมาณ 375,000 สตรีมต่อเดือน ทั้งนี้ ตัวเลขจริงอาจผันแปรตามสัดส่วนผู้ฟังในแต่ละประเทศและค่าธรรมเนียมของผู้จัดจำหน่ายเพลง

ยอดวิวคลิปบน YouTube ทั่วไปนับเป็นยอดสตรีมในเครื่องมือนี้หรือไม่

ไม่นับรวม เครื่องมือคำนวณรายได้สตรีมเพลงนี้ประเมินเฉพาะบริการเพลงเฉพาะทางอย่าง YouTube Music เท่านั้น ยอดวิวจากคลิปวิดีโอบน YouTube ทั่วไปจะคิดรายได้จากระบบโฆษณา ซึ่งมีโครงสร้างรายได้และอัตราจ่ายที่แยกต่างหากจากบริการสตรีมเพลง

รายได้ที่คำนวณได้คือเงินที่ศิลปินได้รับเข้าบัญชีจริงทันทีหรือไม่

ตัวเลขที่แสดงเป็นยอดรวมเบื้องต้นก่อนหักส่วนแบ่ง ค่าลิขสิทธิ์จริงจะต้องถูกหักเปอร์เซ็นต์โดยผู้จัดจำหน่ายเพลงดิจิทัล สังกัดค่ายเพลง หรือผู้ถือสิทธิ์การประพันธ์เพลง ตัวอย่างเช่น หากคุณเป็นศิลปินอิสระที่ได้รับส่วนแบ่ง 85% รายได้สุทธิจาก 1,000,000 สตรีมบน Spotify จะอยู่ที่ประมาณ US$3,400.00 จากยอดประเมินรวม US$4,000.00